บล็อคประกอบการเรียนการสอนวิชา อินเตอร์เน็ตในชีวิตประจำวัน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

ประโยชน์ดีๆกับ บลูเบอรี่

 
   
     บลูเบอร์รี่ เป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่มีผิวสีน้ำเงินเข้ม Blueberry เป็นไม้พุ่ม มี 2 ชนิด คือ ชนิดพุ่มสูงที่ปลูกกันตามบ้าน และชนิดพุ่มเตี้ย หรือ Blueberry ป่าคนไทยไม่ค่อยนิยม เพราะเป็นผลไม้ในเมืองหนาว ส่วนใหญ่จะจำหน่าย ตามซุปเปอร์มาเก็ต สาขาใหญ่ๆ แต่ว่าที่ประเทศ สหรัฐอเมริกานั้น เป็นที่นิยมกันมากในหมู่ผู้สูงอายุ เพราะผลการวิจัยพบว่า การกินผลไม้ชนิดนี้จะทำให้สุขภาพแข็งแรง และช่วยในเรื่องของความจำโดยผลไม้กลมๆ เล็กๆ สีน้ำเงินเข้มนี้ มีสาร anti-oxidant อยู่ในระดับสูงด้วย สาร anti-oxidant นั้น เป็นสารเคมีที่ต่อต้านการอักเสบ ช่วยต่อสู้ภาวะการแก่ตัวหรือชะลอความแก่ และอาจช่วยป้องกันโรคมะเร็ง นักวิจัยบอกว่ายิ่ง Blueberry ป่าด้วยแล้ว มีระดับสาร anti-oxidant สูงมากกว่าผลไม้ชนิดอื่นใด


ประโยชน์ของบลูเบอรี่

- อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูง ที่ช่วยต้านการทำลายเซลล์ของร่างกาย 
-มีปริมาณใยอาหารสูงโดยเฉพาะเพคติน ที่ทำหน้าที่ช่วยลดระดับคลอเลสเตอรอล และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลใน เลือด 
- ช่วยดูแลเส้นเลือดฝอยให้แข็งแรง 
- ช่วยชะลอความแก่ บำรุงร่างกายและช่วยให้ความจำดีขึ้นในคนชรา 
-มีส่วนช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายสูงวัย โดยจะมีผลให้ระบบหมุนเวียนเลือดดีขึ้น

 100% Pomegranate Blueberry & Grape Juice

บลูเบอร์รี่และแอนติออกซิแดนท์

แอนติ ออกซิแดนท์เป็นสารที่ช่วยป้องกันการเสื่อมของร่างกายช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และโรคเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับวัย ผลไม้สด รวมถึงบลูเบอร์รี่ และผักต่างๆ ประกอบไปด้วยสารแอนติออกซิแดนท์ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติหลายชนิด เช่น วิตามินCและE. บลูเบอร์รี่1 ถ้วยจะมี VitaminC 14มิลลิกรัม และ วิตาิิมินE 0.8 มิลลิกรัม มากไปกว่านั้นบลูเบอร์รี่ยังมีสาร anthocyanins และ phenolics ซึ่งสามารถทำหน้าที่เหมือนแอนตี้ออกซิแดนท์ ตามข้อมูลอ้างอิงจาก USDA สถาบันวิจัยโภชนาการทางด้านสรีระศาสตร์ บลูเบอร์รี่จัดเป็นผลไม้ที่มีแอนติออกซิแดนท์สูงที่สุด ผลทดสอบค่าที่เรียกว่า "ORAC" (Oxygen Radical Absorbance Capacity) นักวิจัยได้แสดงให้เห็นว่าบลูเบอร์รี่สดให้สารแอนติออกซิแดนท์มากกว่าผลไม้ สดอื่นและผักต่างๆ



อ้างอิงจาก : http://benefit-of-blueberry.blogspot.com/
                    http://www.pooyingsmart.com/health1.htm

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554

สาระน่ารู้ การทำดีท็อกซ์

วิธีการทำดีท็อกซ์  dookdik icon ดุ๊กดิ๊กน่ารัก emoticon
 ในแวดวงดีท็อกซ์ซึ่งในเมืองไทย ก็มีแพทย์และนักโภชนาการที่เป็นตัวตั้งตัวตีเรื่องนี้หลายคน เชื่อกันว่า อวัยวะในร่างกายของคนเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งอวัยวะในระบบย่อยอาหาร และระบบขับถ่ายของคนเรานั้น ไม่ว่าจะเป็นกระเพาะอาหาร ลำไส้ ไปจนถึงทวารหนัก และกระแสเลือด ต่างก็ล้วนแล้วแต่กำลัง “อุดตัน” หรือ “ผุพัง” อยู่ เนื่องจากอาหารที่ไม่ย่อยสลาย (ส่วนหนึ่งจะถูกแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหารนำไปย่อยสลายแทน มีผลทำให้เกิดสารพิษขึ้นอีกด้วย) หรือเพราะสารพิษที่ปะปนมากับอาหาร จำพวกสารทดแทนน้ำตาล อาหารฟาสท์ฟูดต่างๆ และสารเติมแต่งสีรสอาหารแบบต่างๆ มีมากจนร่างกายของเราไม่สามารถกำจัดได้หมดสิ้น บางทีรายการอาหารต้องห้ามก็ยังรวมเอาอาหารจำพวกแป้ง เนื้อ (รวมทั้งเนื้อปลา) ไข่ น้ำตาล เกลือ เค้ก อาหารแปรรูปแบบต่างๆ คาเฟอีน และแอลกอฮอล์ ไว้ด้วย
การสวนล้างลำไส้ที่มีการทำโดยแพทย์ทางเลือกและชาวบ้านมี ๒ วิธี ได้แก่

๑. การสวนล้างด้วยน้ำ หรือน้ำอุ่นธรรมดา

๒. การ สวนล้างด้วยน้ำร่วมกับสารอื่นที่เชื่อว่าสามารถดูดซับสารพิษ หรือเร่งการขับถ่ายสารพิษจากลำไส้ เช่น กาแฟ เหล้า เบียร์ น้ำผึ้ง หรือส่วนประกอบของบุหรี่ เป็นต้น

การสวนล้างลำไส้ควรทำภายใต้การกำกับ ดูแลของแพทย์หรือพยาบาลที่มีความรู้เท่านั้น เพราะอาจเกิดอันตรายได้ แต่ก็มีเครื่องมือที่จำหน่ายในท้องตลาดที่สอนให้ประชาชนสวนล้างลำไส้ด้วยตน เองซึ่งต้องทำด้วยความระมัดระวัง นอกจากนี้ ในการสวนล้างลำไส้อาจมีการสวนด้วยปริมาณน้ำที่แตกต่างกันไป บางคนอาจสวนด้วยน้ำครั้งละ ๑-๒ ลิตร ในขณะที่บางคนอาจสวนล้างด้วยน้ำมากถึง ๕-๒๐ ลิตรต่อครั้ง บางคนใช้น้ำธรรมดา ในขณะที่บางคนใช้น้ำอุ่นหรือร้อน ซึ่งบางครั้งอาจจะร้อนเกินไปจนทำให้ลำไส้เน่าได้


ก่อน และหลัง การดีท็อกซ์

ประโยชน์ของการ DETOX

    การดีท็อกซ์ (Detox) เป็นการทำความสะอาดและขจัดสิ่งสกปรกของเสีย กากอาหาร รวมทั้งสารพิษที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ให้หมดไป เนื่องจากของเสียเหล่านี้ มักถูกขับถ่ายออกได้ไม่หมด เพราะลำไส้ของเรายาวหลายเมตร ทั้งยังขดตัวไปมาไม่ว่าเรารับประทานอะไรเข้าไปล้วนมีโอกาสติดค้างอยู่ในลำ ไส้ทั้งสิ้น
1. ดีท็อกซ์ช่วยทำความสะอาดลำไส้ และแบคทีเรียที่เป็นโทษต่อร่างกาย สารพิษต่างๆจะถูกชะล้างออกไป ลดการสะสมของสารพิษ เมื่อสารพิษเหล่านี้ถูกกำจัดออกไป ลำไส้จะสามารถทำงานได้ตามปกติ

2. ดีท็อกซ์เป็นการบริหารกล้ามเนื้อลำไส ้ ของเสียที่ตกค้างมีผลทำให้ลำไส้อ่อนแอลง และทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ การล้างลำไส้จึงเป็นการช่วยส่งเสริมกล้ามเนื้อลำไส้ให้ทำงานได้มากขึ้น กล้ามเนื้อลำไส้ที่แข็งแรงและทำงานได้อย่างเป็นจังหวะ จะช่วยทำให้การผลักดันของของเสีย เช่น กากอาหาร และอุจจาระออกจากลำไส้ได้เร็วขึ้น ไม่เกิดสารตกค้างจนกลายเป็นพิษ

3. ดีท็อกซ์ทำให้ลำไส้มีขนาดเป็นปกติ เมื่อลำไส้ทำงานอย่างผิดปกติ จะส่งผลให้โครงสร้างและขนาดลำไส้เปลี่ยนไป ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆตามมา การล้างลำไส้ ช่วยให้ลำไส้เกิดการเคลื่อนตัว ช่วยลดอาการบวมหรือโป่งพองของลำไส้ อันเนื่องมาจากการที่มีของเสียอุดตันบริเวณนั้น ทำให้ลำไส้มีรูปร่างปกติตามธรรมชาติ การรักษาด้วยวิธีอื่นๆ อาจทำให้ลำไส้กลับคืนสู่รูปทรงปกติได้เพียงระยะสั้นเท่านั้น


4.ดีท็อกซ์กระตุ้นจุดตอบสนองของระบบอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ซึ่งอวัยวะทุกส่วนจะมีการทำงานเชื่อมต่อกับลำไส้โดยจุดตอบสนอง การล้างลำไส้เป็นการช่วยกระตุ้นจุดที่ว่านี้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อร่างกายโดยรวม เช่น ตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน ไต ต่อมน้ำเหลือง และการหมุนเวียนของเลือด เป็นต้น


 ข้อมูลจาก : - wellnessidol
        - Mr. Health Man
        - http://www.detox4myhealth.com/

โรค...จุดซ่อนเร้นที่ผู้หญิงควรรู้


ช่องคลอด หรือปากช่องคลอดอักเสบ


โดยปกติในช่องคลอดของผู้หญิงทุกคน จะมีเชื้อราชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า แคนติดา อัลบิแคนส์ (Candida albicans) ซึ่งเป็นเชื้อราชนิดเดียวกับที่ทำให้ลิ้นเป็นฝ้าขาว ในช่องคลอดเชื้อราตัวนี้จะไม่ทำอันตรายต่อเรา เพราะในช่องคลอดจะมีแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่ไม่มีพิษภัย แต่จะสร้างกรดมาช่วยควบคุม ไม่ให้เชื้อราชนิดนี้เจริญเติบโตได้ ส่วนคนที่มีอาการช่องคลอดอักเสบนั้น เนื่องจากแบคทีเรียตัวนี้ถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก
ส่วนสาเหตุที่ทำให้แบคทีเรียตัวนี้ถูกทำลายนั้นก็คือ การกินยาปฏิชีวนะ เช่น เตตราไซคลีน อะม็อกซิซิลลิน เป็นต้น รวมทั้งการรับประทานยาคุมกำเนิด การสวนล้างช่องคลอดบ่อยครั้ง จนถึงการตั้งครรภ์ ที่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในช่องคลอด ก็อาจจะทำให้ภายในช่องคลอดมีสภาพเอื้ออำนวย ให้เชื้อราชนิดนี้เจริญเติบโตมากขึ้น
ช่องคลอดป่วยด้วยพยาธิ
           สำหรับสาเหตุของช่องคลอดอักเสบอีกอย่างหนึ่งคือ เชื้อพยาธิทริโคโมแนส พยาธิตัวนี้เป็นเชื้อโปรโตซัว ที่ไม่สามารถมองด้วยตาเปล่า จะพบในลำไส้ของผู้ชายและผู้หญิง พยาธิตัวนี้จะไม่ทำให้เกิดอาการใดๆ จนกระทั่งมันเข้าไปอยู่ในช่องคลอด ท่อปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะ หรือต่อมลูกหมาก หากมันเข้าไปอยู่จะทำให้เกิดอาการอักเสบได้
สาเหตุที่ทำให้พยาธิตัวนี้เข้าสู่ช่องคลอดได้นั้น มาจากการทำความสะอาดผิดวิธี เนื่องจากพยาธิตัวนี้จะอาศัยอยู่บริเวณลำไส้ใหญ่ การทำความสะอาดจากส่วนของทวารหนักขึ้นมาข้างบน ทำให้ง่ายต่อการติดเชื้อพยาธิตัวนี้ นอกจากนี้ การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อพยาธินี้อยู่ ก็อาจทำให้เชื้อเข้าสู่ภายในช่องคลอดได้
จากการทดสอบท่อปัสสาวะของผู้ชาย พบเชื้อเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ในน้ำอสุจิพบถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตามปกติแล้วพยาธิตัวนี้ มักจะถูกขับออกทางปัสสาวะใน 1 สัปดาห์ และหากผู้หญิงท่านใดเกิดมีเพศสัมพันธ์ กับชายที่มีเชื้อของพยาธิตัวนี้ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ เพราะจากการทดสอบพยาธิตัวนี้ ชอบอยู่ในช่องคลอด เพราะในช่องคลอดมีอุณหภูมิ และความชื้นที่เหมาะสม
          อย่างไรก็ตาม เชื้อพยาธิทริโคโมแนสมิใช่มีผลกระทบต่อผู้หญิงเท่านั้น แต่หากมันได้เข้าไปอาศัย และแพร่พันธุ์ในท่อปัสสาวะ ซึ่งอาจจะให้เกิดความผิดปกติในผู้ชายได้ คือมีน้ำขาวใสออกจากท่อปัสสาวะ และมีอาการเจ็บปวดเวลาปัสสาวะ ถ้ามีการติดเชื้อที่ต่อมลูกหมาก จะมีอาการปวดปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ
ช่องคลอดอักเสบ สามารถสังเกตได้ด้วยตัวเอง
เพราะอาการคันในที่ลับเฉพาะนั้น อาจมาจากหลายสาเหตุ ซึ่งมีความรุนแรงมากน้อย แตกต่างกันไป สำหรับคนที่เป็นช่องคลอดอักเสบนั้น สามารถแยกย่อยออกเป็น 2 กลุ่ม ตามสาเหตุของการเกิดโรค
-  สาเหตุมาจากเชื้อรา จะรู้สึกคันในช่องคลอด หรือรอบๆ ปากช่องคลอดอย่างมาก และมีตกขาวเป็นลักษณะข้นขาวคล้ายแป้งเปียก หรือคราบนม อาจมีความรู้สึกเจ็บขณะร่วมเพศ หรือปัสสาวะบ่อย และอาจจะปวดแสบปวดร้อนร่วมด้วย บางคนเป็นมากอาจจะมีผื่นแดงรอบๆ ปากช่องคลอดหรือบริเวณขาหนีบ ซึ่งสร้างความรำคาญใจแก่ผู้เป็นอย่างมาก
-  สาเหตุจากเชื้อพยาธิ จะรู้สึกคันภายนอก หรือภายในช่องคลอดมาก บางครั้งมีขัดเบา และตกขาว ออกเป็นสีเหลืองหรือเขียว มีกลิ่นเหม็น ผลจากการตกขาวทำให้มีอาการบวมแดง และปวดขณะปัสสาวะ มักมีปริมาณปัสสาวะมาก และมีลักษณะเป็นฟอง หากการอักเสบลุกลามเข้าไปทางท่อปัสสาวะ จะทำให้เกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้เช่นกัน
นอกจากนี้ การติดเชื้อพยาธิทริโคโมแนส เป็นสาเหตุอย่างหนึ่งของมะเร็งปากมดลูกได้ หากมีการปล่อยปละละเลยนานเกินไป เนื่องจากทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ บริเวณปากมดลูกจนกลายเป็นมะเร็ง แต่ถ้าได้รับการรักษาทันที เมื่อหายจากติดเชื้อ ก็จะกลับสู่สภาพปกติเหมือนคนทั่วๆ ไป ในรายที่มีการตั้งครรภ์ หากเกิดการติดเชื้อในระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ จะทำให้ทารกคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวน้อย และมีภูมิต้านทานต่ำ
ดังนั้น การจะให้ร่างกายเราปราศจากโรคภัย คือการเสริมสร้างภูมิชีวิตของตนเองให้แข็งแรง ทั้งนี้นอกจากจะออกกำลังกาย และรับประทานอาการให้ถูกสุขลักษณะแล้ว เราจำเป็นต้องเข้าใจถึงระบบการทำงานของร่างกายเราด้วย หากเราเข้าใจอย่างผิดๆ แน่นอนว่าโรคภัยไข้เจ็บจะถามหาท่านอย่างแน่นอน
             
     
ป้องกันการอักเสบตามสาเหตุ
เมื่อทราบว่าสาเหตุของช่องคลอดอักเสบ มาจาก 2 สาเหตุด้วยกัน ดังนั้น จึงขอแบ่งวิธีการป้องกันแก้ไขไว้เป็น 2 ประเภท คือ

ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อรา จะไม่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง แต่มีอาการคันในช่องคลอดอย่างรุนแรง จนบางครั้งทำให้เสียบุคลิกภาพ หากท่านใดกินยาคุมกำเนิดอยู่ ควรเลิกสักระยะ และหันไปคุมกำเนิดโดยวิธีอื่นแทน นอกจากนี้ ให้หลีกเลี่ยงการสวมกางเกงในที่ทำจากผ้าไนล่อน รวมทั้งไม่ควรสวนล้างช่องคลอดโดยไม่จำเป็น และไม่ควรกินยาปฏิชีวนะ ที่มักจะแฝงตัวมากับยาชุดต่างๆ เพราะจะไปทำให้ภูมิชีวิตในร่างกายเสียสมดุลไป โดยไปทำลายเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในช่องคลอด แล้วเอื้ออำนวยให้สภาพในช่องคลอดเหมาะสม ต่อการแพร่ขยายของเชื้อราตัวนี้ต่อไป

ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อพยาธิ เชื้อพยาธิชนิดนี้ติดต่อได้โดยการมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้น คู่สามีภรรยาควรรักเดียวใจเดียว นอกจากนี้ ควรรักษาสุขภาพอนามัยอยู่เสมอ เช่น การชำระล้างบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ จะต้องล้างจากข้างหน้าไป ข้างหลังเสมอ และไม่ควรใช้สิ่งของที่ใช้กับทวารหนัก แล้วกลับมาใช้กับช่องคลอด การใช้ห้องน้ำรวมจะต้องระวังไม่นั่งบนโถส้วม หรือถ้าจำเป็นต้องนั่งควรใช้กระดาษชำระเช็ดให้สะอาดเสียก่อน ไม่ควรใช้ผ้าเช็ดตัวที่เป็นผ้าสักหลาด หรือใช้ชุดว่ายน้ำ ร่วมกับผู้อื่น ควรสวมเสื้อผ้าที่สามารถระบายอากาศได้ดี ควรใช้กางเกงในที่ทำด้วยผ้าฝ้าย เพื่อจะได้แห้งและเย็นสบายไม่อับชื้น เนื่องจากพยาธิทริโคโมแนสชอบอยู่ในที่อับชื้น

การล้างช่องคลอด เพื่อรักษาความสะอาดภายใน เป็นความคิดที่ผิด เพราะเป็นการทำลายเชื้อแบคทีเรีย ที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ทำให้เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อราชนิดที่เป็นอันตรายต่อร่างกายเกิดขึ้นแทน

ที่มาจาก :  http://www.cheewajit.com/
               http://www.yourhealthyguide.com/
     

วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554

ภัยร้ายที่มาพร้อมกับ รองเท้าส้นสูง

 
         ภัยร้ายจากรองเท้าส้นสูง ค่ารักษาพยาบาลมหาศาล

         รองเท้าส้นสูง รองเท้าส้นเข็ม หรือ แม้กระทั่งรองเท้าส้นตึก ล้วนเป็นอัญมณีประดับเรียวขาที่ผู้หญิงทั่วโลก หลงใหลและจะต้องมีเก็บไว้เป็นคอลเลคชั่น เพราะนอกจากมันจะทำให้ผู้ที่สวมใส่แลดูผอมบางและมีเรียวขาที่เรียวมากขึ้น แล้ว รองเท้าส้นสูงยังแสดงออกถึงความหรูหรามีระดับอีกด้วย 


         แต่หญิงสาวชาวอังกฤษจำนวนไม่น้อย ได้ออกมาเปิดใจกับหนังสือพิมพ์เดลีเมล์ว่า พวกเธอได้ใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนกว่า 29 ล้านปอนด์ต่อปี ไปกับการรักษาโรคต่างๆ ที่เกิดจากการสวมใส่รองเท้าส้นสูงปรี๊ด

         เพราะในทุกๆ ปี พวกเธอต้องประสบกับปัญหาที่เกิดจากการสวมใส่รองเท้าส้นสูง ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดขา ปวดหลัง ขาโก่งงอผิดรูป หลังงอ เป็นตาปลา หรือตาตุ่มด้านดำ อันเนื่องมาจากการเสียดสีของรองเท้าที่คับจนเกินไปก็ตาม

         ยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงเหล่านี้ยังต้องเสียค่าใช้จ่ายราคาแพงๆ ไปกับคอร์สบำรุงเท้า เดือนละเป็นหมื่นเลยก็มี เพราะทาง National Health Service หรือ NHS ได้ทำการสำรวจออกมาจนพบว่า โดยเฉลี่ยแล้วคุณสาวๆ ต้องเสียค่าใช้จ่ายไปกับเท้าคู่สวยสูงถึง 29 ล้านปอนด์ต่อปี ซึ่งหมดไปกับการทำทรีตเมนต์บำรุงเท้า ราวๆ 10.4 ล้านปอนด์ และ 1 ใน 5 ของผู้ที่มาปรึกษาเรื่องเท้า ล้วนแต่มีปัญหาเรื่องตาปลาที่เกิดจากการใส่รองเท้าส้นสูงควบคู่ไปด้วย   
         10.5 ล้านปอนด์ หมดไปกับการรักษาโดยการผ่าตัดเรียวขาที่ยาวไม่เสมอกันให้กลับมาเท่ากันอีกครั้ง 3.3 ล้านปอนด์ ใช้จ่ายไปเพื่อการรักษาอาการนิ้วเท้าติดกัน หรือที่เรียกว่าตะคริวที่นิ้วเท้านั่นเอง อีก 2.9 ล้านปอนด์ ถูกใช้ไปในการตัดตกแต่งผิวหนังบริเวณตาตุ่มที่ด้านดำ อันเนื่องมาจากการเสียดสีของรองเท้าส้นสูง สำหรับ 2 ล้านปอนด์ ถูกใช้ไปสำหรับการผ่าตัดเส้นประสาทบริเวณเท้าที่ถูกกดทับ และที่เหลืออีกประมาณ 2 แสนปอนด์ ก็หมดไปกับการรักษาอาการเล็บคุด

         ศัลยแพทย์จากเกาะอังกฤษต่างออกมายอมรับว่า ผู้ป่วยค่อนข้างให้ความสนใจอย่างมากกับนวัตกรรมรักษาเท้ารูปแบบใหม่ โดยการฉีดเนื้อเยื่อเข้าไปที่บริเวณตาตุ่ม เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายเท้ามากขึ้น เมื่อต้องใส่รองเท้าหนังส้นสูงหรือรองเท้าหุ้มข้อ

         เอมมา ชัพเพิล ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลเท้า กล่าวว่า "แน่นอนว่ารองเท้าส้นสูงเป็นสิ่งของคู่กายสาวๆ ที่จะต้องมีติดไว้สักชิ้นหรือสองชิ้น แต่หากลองเลือกใส่รองเท้าส้นแบนที่ดูดีและมีสไตล์ ก็จะทำให้คุณสวยได้ไม่แพ้ใคร ยิ่งไปกว่านั้นมันยังดีต่อสุขภาพเท้าของคุณด้วย"

         นอกจากนี้ยังได้มีการสำรวจประชาชนในเมืองแมนเชสเตอร์และลิเวอร์พูล พบว่าหญิงสาววัย 15 ปี จำนวน 1,000 คน บ่นว่าเธอมีอาการเจ็บปวดอันเนื่องมาจากการใส่รองเท้าส้นสูงแทบทั้งสิ้น และเกือบครึ่งหนึ่งของหญิงสาวชาวอังกฤษ ก็ออกมายอมรับแล้วว่า เธอต้องทนทุกข์ทรมานกับรองเท้าส้นสูงเป็นเวลา 5 วัน ในหนึ่งสัปดาห์ หรือบางคนอาจจะมากกว่านั้น   
         ผลสำรวจยังชี้อีกว่า 4 ใน 10 ของผู้หญิงที่ใส่รองเท้าส้นสูง เคยประสบอุบัติเหตุ อาทิเช่น ส้นรองเท้าพลิกมาแล้ว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมือและเท้า ต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า รองเท้าส้นสูงที่เหมาะสมและไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพเท้า ควรเป็นรองเท้าที่มีความสูงไม่เกิน 1 นิ้วครึ่งจะดีที่สุด 

tip for High Heels 

        ปัญหาที่พบกับคุณผู้หญิงที่ชอบสวมรองเท้าส้นสูงเป็นประจำก็คือ จะมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เกิดโรคข้อนิ้วหัวแม่เท้าเสื่อม แข็ง เก ผิดรูป รวมทั้งอาจเกิดรอยด้านของผิวหนังบริเวณที่ถูกเสียดสี จนทำให้เป็นตาปลา เกิดก้อนแข็ง ๆ ปูดนูนขึ้น เจ็บบริเวณเล็บ หรือเล็บขบ อีกทั้งขณะที่สวมรองเท้าส้นสูง อวัยวะบางส่วนของร่างกายต้องทำงานหนักขึ้นจนอาจเกิดผลเสียตามมาอีกได้

04578_002.jpg

3 โรคที่มากับรองเท้าส้นสูง

1.กล้าม เนื้อน่องเอ็นร้อยหวาย ในขณะที่สวมใส่รองเท้าส้นสูง คุณสาวๆ ต้องยืนอยู่ในท่าเขย่ง ซึ่งถ้าร่างกายต้องอยู่ในท่านี้เป็นเวลานานๆ จะทำให้กล้ามเนื้อน่องเอ็นร้อยหวายตึง และหดสั้น สังเกตได้จากอาการปวดน่องบ่อยๆ จากการเดิน หรือการเป็นตะคริว

2.โครงสร้างของเท้า เมื่อกล้ามเนื้อเอ็นร้อยหวายหดสั้นอยู่บ่อยๆ จะส่งผลเสียต่อโครงสร้างของเท้า เมื่อยืนด้วยเท้าเปล่าจะเห็นว่าเท้าแบน ทำให้เกิดอาการปวดที่บริเวณอุ้งเท้า และส้นเท้า จนกลายเป็นปัญหาฝ่าเท้าตามมา

3.กระดูก สันหลัง การใส่รองเท้าส้นสูง ทำให้ปลายเท้าส่วนหน้าต้องทำหน้าที่รับน้ำหนักของร่างกายไว้เกือบทั้งหมด เพื่อให้สามารถยึดตัวให้ตั้งตรง และทรงตัวได้ ในขณะเดียวกัน สรีระของร่างกายก็จะปรับให้อวัยวะส่วนหลัง บริเวณช่วงเอวแอ่นไปด้านหลัง ส่งผลให้เกิดอาการตึงของกล้ามเนื้อ จนถึงขั้นปวดหลังในที่สุด


 
ที่มาจาก :
 Jerry Maguire
  
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต 

แต่งตัวแนววินเทจ แบบเก๋

สำหรับ "วินเทจ" ความหมายในแง่แฟชั่นจะหมายถึง "ของเก่า" หรือ "ของที่ทำให้ดูเก่า" ค่ะ ที่เราเห็นกันอยู่บ่อย ๆ ก็จะเป็นพวกของมือสอง หรือถ้าจะให้เป็นวินเทจแบบของแท้แน่นอนก็จะต้องเป็นสมบัติของพ่อแม่(หรือแม้แต่ของเพื่อน 555+) ที่เรานำกลับมาใช้ มาใส่ใหม่ได้เรื่อยๆตามช่วงเทรนด์ในแต่ละยุค บางคนก็ไม่สนใจยุค เป็นความชอบส่วนบุคคลค่ะ
              ลองนึกถึงภาพของหญิงสาวในยุค 60’s ดูสิคะ... สาว ๆ สมัยนั้นเค้าใส่เดรสสั้นทรงเอไลน์ มีปกเสื้อใหญ่ ๆ อาจจะมีคอร์เซ็ต(เข็มขัดเส้นใหญ่ ๆ)คาดด้วยก็ได้นะคะ นี่เป็นแค่ตัวอย่างเดียว ยังมีเสื้อผ้าสไตล์วินเทจแพทเทรินเก๋ ๆ อีกมากมายให้เราเลือกใส่กันค่ะ

วินเทจ

วินเทจ







Photobucket


วินเทจ


ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก :
- พี่เหมี่ยว จากคอลัมน์ Girl 
- monolurf  in People

สีผมสวย 2011


       อัพเดทเทรนด์สีผมต้อนรับปี 2011 ที่กำลังจะมาถึง ด้วยโทนสีน้ำตาลแบบธรรมชาติ ที่มีให้เลือกกันอยู่หลายเฉดเลยทีเดียว ขอบอกว่าปีหน้าสีน้ำตาลนี่แหละ อินเทรนด์ไม่ตกยุคแน่นอน ถึงแม้จะไม่ใช่สีสันที่ดู จัดจ้าน แต่สีน้ำตาลก็ยังคงได้รับความนิยมเสมอมา เนื่องจากเป็นโทนสีธรรมชาติ ที่สามารถแมทช์เข้ากับกระแสแฟชั่นที่วนซ้ำไปซ้ำมาได้แทบทุกเทรนด์ แถมยังเหมาะกับสาวไทยเป็นที่สุดเชียวละ ถ้าไม่อยากเอ้าท์ ลองมาอัพเดทเทรนด์สีผมไปพร้อมกันได้เลยค่ะ

คาราเมล

          คาราเมล เป็นสีน้ำตาลเฉดอ่อนที่ผสมประกายสีทองเข้าไป เพิ่มเสน่ห์ให้สาวสวยดูน่าหลงใหล ไม่ว่าจะเป็นผมสั้นหรือผมยาวก็เก๋ไก๋ไม่เบา ลองสลัดภาพสาวผมบรอนซ์ออกไปก่อน แล้วเปลี่ยนเป็นสีคาราเมลดูบ้าง เชื่อมั้ยละว่า สวยแปลกตาจนทุกคนต้องเหลียวมอง

          โทนสีน้ำตาลคาราเมล นับว่าเป็นสียอดฮิตที่กำลังมาแรง และคาดว่าจะฮอตต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า สีน้ำตาลทำให้ใบหน้าดูสวยสดใส ผสมกับประกายสีทอง ยิ่งทำให้ใบหน้าดูบริ๊ง ถึงเวลาสาวไทยยิ้มออกแล้วละ เพราะสีคาราเมลนั้นช่างเหมาะเจาะกับสาวผิวสองสีไปจนถึงผิวคล้ำ แถมยังขับให้ผิวให้ดูสว่างกระจ่างใสขึ้นได้มากทีเดียว


กาแฟ

          กาแฟ นับเป็นสีน้ำตาลเฉดเข้มที่หลายคนคุ้นเคย โทนสีอบอุ่นสำหรับสาวหวาน เรียบหรูดูคลาสสิกไปกับสีน้ำตาลแบบธรรมชาติ เสน่ห์ความหอมกรุ่นของกลิ่นอายของกาแฟ สะท้อนความหอมหวานที่ซ่อนอยู่ในตัวสาวๆ ออกมาได้เป็นอย่างดี ต้องยอมรับว่าลุคสาวหวานอ่อนโยนนั้นไม่เคยตกยุคตกสมัยเลยทีเดียว

          โทนน้ำตาลไม่ว่าเฉดไหนก็ดูเข้ากับสาวไทยได้เป็นอย่างดี และที่แน่นอนคือ สีกาแฟ ที่ไม่ตัดกับสีผิวจนเกินไป สวยใสแบบธรรมชาติ แต่หากเป็นสีน้ำตาลเข้มอย่างเดียวอาจจะทำให้ลุคดูเคร่งครึม ลองใช้วิธีการดัดลอนเข้ามาช่วย เพิ่มความพลิ้วไหวให้ดูอ่อนโยน น่ารักไม่เบาเลยละ

Fun Trick

          อย่าปล่อยให้เฉดสีน้ำตาลดูเชยซ้ำซาก หาลูกเล่นมาเสริมเพิ่มความโดดเด่นให้กับทรงผม ด้วยการซอยเล่นระดับให้แปลกแตกต่างไปจากเดิมสักนิด แต่หากเสียดายผมที่ไว้มานานแสนนาน ไม่อยากซอยออก ลองทำไฮไลท์เพิ่มเข้าดูซิค่ะ เลือกเฉดสีทองประกายเข้าไปให้สีสะดุดตา หรือจะทำโลว์ไลท์ให้ดูกลมกลืนแบบมีมิติก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด รับรองสวยเลิศไม่แพ้ใครเลยค่ะ

Beauty Tips

          หลังการทำสีต้องหมั่นบำรุงรักษาสภาพเส้นผมด้วยนะ ที่สำคัญต้องเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมสำหรับผมทำสี เพราะจะทำให้เม็ดสีไม่ผิดเพี้ยน แถมยังเป็นสูตร ที่ช่วยบำรุงเส้นผมของคุณได้ล้ำลึกกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป จากนั้นเสริมด้วยการทำแว๊กซ์เข้าไปอีกนิด เพิ่มความเงางามแก่เส้นผมและทำให้สีสันคงความสวยสะดุดตา อย่าลืมนำเคล็ดลับดีดีอย่างนี้ไปใช้กันนะคะ


ที่มา: Woman's Story